วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9
วันศุกร์ที่ 28 เมษายน  พ.ศ.2560


ความรู้ที่ได้รับ

การให้แรงเสริมทางสังคมในบริบทที่เด็กเล่น
ครูพูดชักชวนให้เด็กร่วมเล่นกับเพื่อน
ทำโดย “การพูดนำของครู”
ช่วยเด็กทุกคนให้รู้กฎเกณฑ์
ไม่ง่ายสำหรับเด็กพิเศษ
การให้โอกาสเด็ก
เด็กพิเศษต้องเรียนรู้สิทธิต่างๆเหมือนเพื่อนในห้อง
ครูต้องไม่ใช้ความบกพร่องของเด็กพิเศษเป็นเครื่องต่อรอง
2. ทักษะภาษา
การวัดความสามารถทางภาษา
เข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดไหม
ตอบสนองเมื่อมีคนพูดด้วยไหม
ถามหาสิ่งต่างๆไหม
บอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไหม
ใช้คำศัพท์ของตัวเองกับเด็กคนอื่นไหม
การออกเสียงผิด / พูดไม่ชัด
การพูดตกหล่น
การใช้เสียงหนึ่งแทนอีกเสียง
ติดอ่าง
การปฏิบัติของครูและผู้ใหญ่
ไม่สนใจการพูดซ้ำหรือการออกเสียงไม่ชัด
ห้ามบอกเด็กว่า  “พูดช้าๆ”   “ตามสบาย”   “คิดก่อนพูด”
อย่าขัดจังหวะขณะเด็กพูด
อย่าเปลี่ยนการใช้มือข้างที่ถนัดของเด็ก
ไม่เปรียบเทียบการพูดของเด็กกับเด็กคนอื่น
เด็กที่พูดไม่ชัดอาจเกี่ยวข้องกับการได้ยิน
3. ทักษะการช่วยเหลือตนเอง
เรียนรู้การดำรงชีวิตโดยอิสระให้มากที่สุด
การกินอยู่
การเข้าห้องน้ำ
การแต่งตัว
กิจวัตรต่างๆในชีวิตประจำวัน
ลำดับขั้นในการช่วยเหลือตนเอง
แบ่งทักษะการช่วยเหลือตนเองออกเป็นขั้นย่อยๆ
เรียงลำดับตามขั้นตอน
4. ทักษะพื้นฐานทางการเรียน
การช่วยให้เด็กแต่ละคนเรียนรู้ได้ 
มีความรู้สึกดีต่อตนเอง
เด็กรู้สึกว่า “ฉันทำได้”
พัฒนาความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น
อยากสำรวจ อยากทดลอง
ประเมิน
ตัวเอง: ตั้งใจเรียนดี
เพื่อนๆ : ตั้งใจเรียน
ครู : สอนเข้าใจดีมาก

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8
วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2560

ความรู้ที่ได้รับ

การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ
เพื่อให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน
ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด 
เน้นการดูแลแบบองค์รวม 


การสื่อความหมายทดแทน 
การรับรู้ผ่านการมอง 
โปรแกรมแลกเปลี่ยนภาพเพื่อการสื่อสาร
เครื่องโอภา 
โปรแกรมปราศรัย
บทบาทของครู
ตำแหน่งการนั่งของเด็กไม่ควรให้นั่งติดหน้าต่างหรือประตู
ให้เด็กนั่งแถวหน้าสุดใกล้โต๊ะครู
จัดให้เด็กนั่งติดกับนักเรียนที่ไม่ค่อยเล่น ไม่ค่อยคุยในระหว่างเรียน
ให้เด็กมีกิจกรรม เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง 
การส่งเสริมทักษะต่างๆของเด็กพิเศษ
1. ทักษะทางสังคม
เด็กพิเศษที่ขาดทักษะทางสังคม ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการพ่อแม่
การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าเด็กจะมีพัฒนาการต่างๆอย่างมีความสุข
กิจกรรมการเล่น
การเล่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ทักษะทางสังคม
เด็กจะสนใจกันเองโดยอาศัยการเล่นเป็นสื่อ
ในช่วงแรกๆ เด็กจะไม่มองเด็กคนอื่นเป็นเพื่อน  แต่เป็นอะไรบางอย่างที่น่าสำรวจ สัมผัส ผลัก ดึง


ประเมิน

ตัวเอง :  ตั้งใจเรียนดี มีเล่นโทรศัพท์บางครั้ง มีการเปิดพ้อยไปพร้อมๆครูในโทรศัพท์

เพื่อน : เพื่อนๆตั้งใจเรียนดี

อาจารย์ :  อาจารย์สอนง่าย และเข้าใจ เพาว์เวอร์พ้อยอ่านเข้าใจง่าย

วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7
วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2560



ความรู้ที่ได้รับ
   การศึกษาแบบเรียนรวม
รูปแบบการจัดการศึกษา
♦ การศึกษาแบบปกติทั่วไป
♦ การศึกษาพิเศษ
♦ การศึกษาแบบเรียนร่วม
♦ การศึกษาแบบเรียนรวม

ความหมายของการศึกษาแบบเรียนร่วม
- การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป
- มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปทำร่วมกัน
- ใช้เวลาช่วงนึงในแต่ละวัน
- ครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน

ความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม

- การศึกษาสำหรับทุกคน
- รับเด็กมาเรียนร่วมกันตั้งแต่เริ่มเข้าศึกษา
- จัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล

การประเมิน
ประเมินตนเอง : ฟังที่อาจารย์สอนด้วยความตั้งใจ
ประเมินเพื่อน : เพื่อนบางคนอาจมีพูดคุยกันบางเวลา 
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์สอนเข้าใจ



บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 6
วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม 2560



ความรู้ที่ได้รับ

 เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์- มีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติ
- แสดงออกถึงความต้องการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
- ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้
- มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ

ด้านความประพฤติ

♦ ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ
♦ ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น
♦ เอะอะและหยาบคาย

ด้านความตั้งใจและสมาธิ

♦ จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ในระยะสั้น
♦ สิ่งรอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา
♦ งัวเงีย ไม่แสดงความสนใจใดๆ
♦ ไม่สามารถนั่งนิ่งๆได้
♦ พูดคุยตลอดเวลา
♦ ทักษาการจัดการต่ำ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก
- ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เหมือนเด็กปกติ
- รักษาความสัมพันธ์ไม่ได้
- มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
- มีความคับข้องใจ 
- แสดงออกทางร่างกาย เช่นปวดศีรษะ ปวดตามร่างกาย


การประเมิน
ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียนและสนใจอาจารย์สอน
ประเมินเพื่อน : เพื่อนตั้งใจเรียนและร่วมซักถามคำถามที่สงสัย
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์สอนเข้าใจและอธิบายได้ชัดเจน
บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 5
วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560



ความรู้ที่ได้รับ

  เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Children with Learning Disabilities )
- เรียกย่อๆว่า L.D.
- มีปัญหาทางการเรียนรู้
- เกิดจากความผิดปกติของการทำงานของสมองในเรื่องของการตีความ หรืออาจเกิดจากกรรมพันธุ์


1.ด้านการอ่าน ( reading Disorder

   อ่านหนังสือช้า ต้องสะกดทีละคำ ไม่สามารถจับใจความได้ ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้
2.ด้านการเขียน ( Writing Disorder )
   เขียนตัวหนังสือผิด เขียนตัวอักษรสลับกัน เช่น ม-น ภ-ถ ลากเส้นวนๆ จับดินสอแน่น สดกดคำผิด เขียนไม่ตรงบรรทัด  เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ สติถิ
3.ด้านการคิดคำนวณ ( Mathematic Disorder )
   ไม่เข้าใจเรื่องการทดเลข ทำให้แก้โจกท์เลขไม่ได้ นับเลขไปข้างหน้าหรือถอยหลังไม่ได้ เขียนเลขกลับกัน

     เด็กออทิสติก ( Autistic )

- ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
- มีเอกลักษณ์ของตนเอง 
- รักษาไม่หาย นอกจากช่วยให้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
          " ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว "



การประเมิน
ประเมินตนเองตั้งใจเรียนฃ
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆตั้งใจเรียน
ประเมินอาจารย์อาจาร์อธิบายรายละเอียดได้ชัดเจน 

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 4
วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ.2560
ความรู้ที่ได้รับ

  ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
  4.เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา
เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด 
1.ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง
   - เสียงบางส่วนของคำหายไป
   - ออกเสียงตัวอื่นแทนตัวที่ถูก
   - เพิ่มเสียงที่ไม่ถูกต้องไปด้วย
   - เสียงเพี้ยน
2.ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด
   - พูดไม่ถูกตามลำดับขั้นตอน
   - เว้นวรรคไม่ถูกต้อง
   - พูดเร็วหรือช้าเกินไป
   - จังหวะเสียงพูดผิดปกติ
   - พูดไม่ต่อเนื่อง
3.ความบกพร่องของเสียงพูด
   - บกพร่องระดับของเสียง
   - เสียงดังหรือค่อยเกินไป
   - คุณภาพของเสียงไม่ดี

ความบกพร่องทางภาษา
1.การพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย
   - มีความลำบากในการใช้ภาษา
   - ผิดปกติเรื่องไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยค
   - ไม่สามารถสร้างประโยคได้ 
   - บกพร่องทางเชาว์ปัญญา
   - ใช้ภาษาห้วนๆ
2.ความผิดปกติทางการพูดและภาษาอันเนื่องมาจากพยาธิสภาพที่สมอง โดยทั่วไปเรียกว่า Dysphasia หรือ aphasia
   - อ่านไม่ออก 
   - เขียนไม่ได้
   - สะกดคำไม่ได้
   - ใช้ภาษาสับสน
   - จำคำหรือประโยคไม่ได้
   - ไม่เข้าใจคำสั่ง
   - พูดตามหรือบอกชื่อสิ่งของไม่ได้

  5.เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
   • เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน

   • อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป
   • เจ็บป่วยเรื้อรัง
   • มีปัญหาทางระบบประสาท
   • เคลื่อนไหวลำบาก
โรคลมชัก
1.การชักในช่วงเวลาสั้นๆ 
2.การชักแบบรุนแรง
3.อาการชักแบบ Partial Complex
4.อาการไม่รู้สึกตัว
5.ลมบ้าหมู
การปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานในกรณีเด็กมีอาการชัก
• จับเด็กนอนตะแคงขวาบนพื้นราบที่ไม่มีของแข็ง
• ไม่จับยึดตัวเด็กขณะชัก
• หาหมอนหรือสิ่งนุ่มๆรองศีรษะ
• ดูดน้ำลาย เสมหะ เศษอาการออกจากปาก เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่ง
• จัดเสื้อผ้าเด็กให้หลวม
• ห้ามนำวัตถุใดๆใส่ปาก
• ทำการช่วยหายใจโดยวิธีการเป่าปากหากเด็กหยุดหายใจ


ซี.พี. ( Cerebral Palsy )
 ซี.พี. คือ สมองพิการ ส่งผลต่อร่างกาย สมองไม่สามารถสั่งให้ร่างกายขยับได้

1.กลุ่มแข็งเกร็ง
- อัมพาตครึ่งซีก
- อัมพาตครึ่งท่อนบน
- อัมพาตครึ่งท่อนล่าง
- อัมพาตทั้งตัว
2.กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเอง
- athetoid อาการขยุกขยิกช้าๆ
- ataxia ผิดปกติในการทรงตัว
3.กลุ่มอาการแบบผสม
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง เกิดจากเส้นประสาทควบคุมสลายตัว เดินไม่ได้ นั่งไม่ได้ จะมีความพืการซ้อนระยะหลัง
- โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ คือ ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด
- โปลิโอ เกิดจากเชื้อไวรัสโปลิโอ มีอาการกล้ามเนื้อลีบ ยืนไม่ได้ แต่ไม่ส่งผลต่อสติปัญญา
- โรคกระดูกอ่อน
- โรคศีรษะโต
- โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
- แขนขาด้วนแต่กำเนิด
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ

• มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว
• ท่าเดินคล้ายกรรไกร
• เดินขากะเผลกหรือเชื่องช้า
• ไอเสียงแห้งๆ
• มักบ่นเจ็บหน้าอก ปวดหลัง
• หน้าแดงง่าย
• หกล้มบ่อย
• หิวน้ำเกินกว่าเหตุ



การประเมิน
ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียน
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมหน้าชั้นเรียน
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์ สอนสนุก และแสดงตัวอย่างได้เห็นภาพมากขึ้น
บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3
วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ.2560



ความรู้ที่ได้รับ

ประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
แบ่งเป็น 2 ประเภท
- เด็กปัญญาเลิศ
- เด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง

1.เด็กปัญญาเลิศ
  - จะเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว
  - จะเรียนรู้แต่สิ่งที่ตนเองสนใจเท่านั้น
  - ใช้คำพูดเหมือนผู้ใหญ่
  - ไม่ชอบอยู่กับเด็กวัยเดียวกัน
  - จะถามคำถามตลอดเวลา
  - อ่อนไหวง่าย

2.เด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง
  1.เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กเรียนช้า IQ 71-90
   สาเหตุภายนอก จากเศรษฐกิจครอบครัว จะพบในครอบครัวคนรวยมากกว่าจนคน
   สาเหตุภายใน พัฒนาการช้า
เด็กปัญญาอ่อน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม
   - เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก IQ ต่ำกว่า 20 ไม่สามารถเรียนรู้อะไรได้เลย
   - เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก IQ 20-34 ฝึกหัดในชีวิตประจำวันได้ เรียกโดยทั่วไปว่า C.M.R
   - เด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง IQ 35-49 ทำงานง่ายๆได้ ไม่ต้องใช้ความละเอียลออ เรียกโดยทั่วไปว่า T.M.R 
   - เด็กปัญญาอ่อนขนาดน้อย IQ 50-70 เรียนในระดับปฐมศึกษาได้ เรียกโดยทั่วไปว่า E.M.R
ดาวน์ซินโดรม 
   สาเหตุจากความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21

ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
- ช่วงความสนใจสั้น
- อวัยวะบางส่วนมีรูปร่างผิดปกติ
- ช่วยเหลือตนเองได้น้อยกว่าเด้กในวัยเดียวกัน


  
  2.เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
เด็กหูตึงแบ่งเป็น 4 ระดับ
  - หูตึงระดับน้อย มีปัญหาการรับฟังเสียงเบาๆ
  - หูตึงระดับปานกลาง ได้ยินไม่ชัด จับใจความไม่ได้
  - หูตึงระดับมาก มีปัญหาการฟังและการพูด ต้องอ่านปากเอา
  - หูตึงระดับรุนแรง มีปัญหาการฟังและการพูดอย่างมาก ได้ยินเสียงก่อสร้างเบา
เด็กหูหนวก
  ใช้ภาษามือ
ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
- ตะแคงหูฟัง
- พูดด้วยเสียงแปลก
- มักแสดงท่าทาง
- มองปากของผู้พูด
  


  3.เด็กที่บกพร่องทางการมองเห็น
เด็กตาบอด
  มีลานสายตาแคบแค่ 5 องศา และต้องใช้ประสาทสัมผัสอื่นในการรับรู้
เด็กตาบอดไม่สนิท
  มีลานสายตาสูลสุดไม่เกิน 30 องศา
ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
- มักบ่นว่าปวดศรีษะ
- ก้มศีรษะชิดกับงาน โดยปกติต้องห่างประมาณ 1 ฟุต
- ตาและมือไม่สัมพันธ์กัน




การประเมิน
ประเมินตนเอง : ตั้งใจเรียน 
ประเมินเพื่อน : เพื่อนๆตั้งใจเรียนและช่วยกันตอบคำถาม
ประเมินอาจารย์ : อาจารย์สอนเข้าใจง่าย